/ ยุโรป / อิตาลี(Italy) / หอเอนเมืองปิซ่า Leaning Tower of Pisa

หอเอนเมืองปิซ่า Leaning Tower of Pisa

ที่เที่ยวแนะนำ

Photo from pixabay.com/en/italy-pisa-tower-monument-history-2094987/ [CC by 0.0]

ที่เที่ยวแนะนำ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรกดโลกจาก UNESCO

หอเอนเมืองปิซ่า (Leaning Tower of Pisa) เป็นหอระฆังสูงใหญ่ของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ซึ่งตั้งอยู่ที่จัตุรัส Piazza del Duomo เมืองปิซา เป็นหอระฆังที่สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่ความเอนเอียงของหอระฆังซึ่งยอดของหอระฆังนั้นห่างจากแนวตั้งฉากของพื้นไปประมาณ 3.9 เมตรเลยทีเดียว

หอเอนเมืองปิซา หรือที่มีชื่อเป็นภาษาอิตาลีว่า Torre Pendente di Pisa ที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Piazza del Duomo เมืองปิซานั้น ได้เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1173 แต่เนื่องจากพื้นดินใต้บริเวณพื้นที่ของหอระฆังนั้นเป็นพื้นดินที่นิ่มจนทำให้ยุบตัวลงไปในช่วงของการก่อสร้างชั้นที่ 3 ทำให้การก่อสร้างได้หยุดชะงักลงไป  จนต่อมาในปี ค.ศ. 1272 สถาปนิกจีโอแวนนี่ ดี สิโมน ได้ดำเนินการสร้างต่อโดยได้มีการสร้างให้หอระฆังรั้นเอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อทำให้เกิดความสมดุล แต่การก่อสร้างในครั้งนี้ก็ต้องมีเหตุให้หยุดชะงักลงอึกครั้งเนื่องจากเกิดสงคราม จนถึงปี ค.ศ. 1319 จึงได้มีการก่อสร้างต่ออีกครั้งและได้สร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1372 รวมระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งสิ้น 177 ปี  โดยสร้างเป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก  รูปทรงกระบอกมีทั้งหมด 8 ชั้น  สูง 55.58 เมตร มีบันไดประมาณ 293 ขั้น โครงสร้างโดยรวมทำจากหินอ่อนสีขาวสวยงาม  มีความโดดเด่นด้วยความเอียงจากพื้นประมาณ 3.97 องศา โดยบริเวณยอดของหอระฆังห่างจากแนวตั้งฉากของพื้นประมาณ 3.9 เมตร

แม้จะสร้างแล้วเสร็จแล้ว Leaning Tower of Pisa ก็ยังเอนลงมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในปี ค.ศ. 1934 นั้น เบนิโต มุสโสลินี ได้เทคอนกรีตลงไปที่ฐานเนื่องด้วยพยายามจะให้หอระฆังกลับมาตั้งฉากเหมือนเดิม แต่นั่นกลับยิ่งทำให้หอระฆังยิ่งเอียงมากขึ้นไปกว่าเดิม จากเหตุผลนี้เองทำให้กองทัพของสหรัฐ ตัดสินใจที่ไม่ยิงปืนใหญ่ใส่หอเอนปิซา  ต่อมาในปี ค.ศ. รัฐบาลอิตาลี  ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักคณิตศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ และวิศวกรมากมายมาช่วยพยายามทำให้หอเอนปิซากลับมาตั้งฉากเหมือนเดิม ซึ่งในครั้งนั้นต้องใช้เหล็กค้ำเพื่อไม่ให้หอล้มลงมารวมแล้วมากถึง 800 ตันเลยทีเดียว  การก่อสร้างครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1990 ที่หอเอนปิซาได้ถูกปิดตัวลงและไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยมชม จากนั้นได้ขุดดินอีกด้านออกเพื่อให้บริเวณหอระฆังเกิดความสมดุล และเปิดให้เข้าชมอีกครั้งในปี 2001 โดยได้ประกาศว่าหอเอนปิซาแห่งนี้สมดุลแล้ว

เนื่องด้วยความโดดเด่นของการเอนเอียงของหอเอนปิซาอันเป็นเอกลักษณ์จึงทำให้ในปี ค.ศ. 1987  หอเอนปิซาได้ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก โดยนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของ Piazza dei Miracoli นอกจากนั้นแล้วหอเอนปิซายังถูกจัดให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ขอโลกในยุคกลางอีกด้วย  ความน่าสนใจอีกอย่างของหอเอนปิซาแห่งนี้คือการมาตามรอยกาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลก  เนื่องจากหอระฆังแห่งนี้นั้นเคยเป็นสถานที่ที่กาลิเลโอใช้ในการทดสอบเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งในขณะนั้นเขาเรียนอยู่ที่มหาลัยปิซา โดยการทดลองนั้นทำโดยการใช้ลูกบอล 2 ลูกที่มีน้ำหนักไม่เท่ากันทิ้งลงมาเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งบอล 2 ลูกนั้นก็ได้ตกลงถึงพื้นพร้อมกันตามที่กาลิเลโอคาดการณ์ไว้นั่นเอง

ค่าใช้จ่าย

ค่าเข้าชม: ค่าบริการตั๋วเข้าชมสำหรับการเข้าชมในส่วนของ Tower คือ 18 ยูโร

เวลาทำการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ โดยวันอังคารถึงวันอาทิตย์จะเปิดให้บริการในเวลา 10.00 น. ไปจนถึงเวลา 18.00 น.

วิธีการเดินทาง

สถานีรถไฟหลักของเมืองคือ Pisa Centrale จากสถานีสามารถใช้รถบัสสาย 3 และ 4 หรือ Shuttle สาย A เพื่อเดินทางไปที่หอระฆังก็ได้  หรือจะเดินไปก็ได้เช่นกัน โดยให้เดินออกจากทางเข้าหลักของ Pisa Centrale ไปที่ Piazza Vittorio Emanuele เข้าสู่ Via Crispi เดินไปถึง Ponte Solferino แล้วข้ามสะพานจากนั้นเดินต่อไปจนถึงป้าย Via Roma เลี้ยวเข้า Via Roma เดินต่อไปจะเจอ Piazza dei Miracoli ที่ตั้งของหอระฆัง ซึ่งจะใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาที หรือจะนั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี San Rossore จากสถานีใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาทีเพื่อไปหอระฆัง
ที่เที่ยวแนะนำ - ที่เที่ยวแนะนำ จุดชมซากุระ - จุดชมซากุระ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี - จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี เป็นมรกดโลก - เป็นมรกดโลก