/ ยุโรป / ฝรั่งเศส(France) / ปารีส(Paris) / พิพิธภัณฑ์แชคมาร์ท-อองเดร (Musee Jacquemart- André)

พิพิธภัณฑ์แชคมาร์ท-อองเดร (Musee Jacquemart- André)

Photo by Christophe Recoura from commons.wikimedia.org/wiki/File:Musée_Jacquemart_André_2007_-_Recoura.jpg [CC by-sa 4.0]

พิพิธภัณฑ์แชคมาร์ท-อองเดร (Musee Jacquemart- André) เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะตั้งอยู่ที่เขตที่ 8 ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อตั้งโดย Édouard André และ Nélie Jacquemart ผู้หลงใหลไปกับการซื้อผลงานศิลปะจากที่ต่างๆเพื่อสะสม  พิพิธภัณฑ์นี้จึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บงานศิลปะที่สะสมมาจากหลายๆที่ของพวกเขา โดยคฤหาสน์ของพวกเขานั้นสร้างขึ้นในระหว่างปีค.ศ. 1869 ถึง 1875  และถูกจัดเรียงไปด้วยผลงานศิลปะที่ซื้อมาจากทางครอบครัวของ André โดยทางครอบครัวของ André ถือเป็นครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดในช่วงจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2

André และ Jacquemart สองสามีภรรยานั้นชื่นชอบที่จะซื้องานศิลปะจากการไปเที่ยวที่ประเทศ อิตาลีทุกๆปี ทำให้คฤหาสน์แห่งนี้เป็นอีกที่หนึ่งที่ทรงคุณค่าด้านศิลปะจากอิตาลีที่มีในประเทศฝรั่งเศส หลังจาก André เสียชีวิตลงนั้น Jacquemart ก็ได้เดินทางท่องเที่ยวและสะสมงานชิ้นอื่นเรื่อยๆ โดยคฤหาสน์นี้ก็ได้ยกให้กับประเทศฝรั่งเศสในฐานะพิพิธภัณฑ์ โดยเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อปีค.ศ.ที่ 1913

การมาเยี่ยมชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับผู้ที่รักในงานศิลปะอย่างแท้จริง และคลังศิลปะที่สองสามีภรรยานั้นร่วมกันสะสมมาจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลยแม้แต่ น้อย โดยผลงานศิลปะจะประกอบไปด้วยภาพวาดที่โดดเด่นที่สุดจากศิลปินชาวฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน ดัตช์ เบลเยี่ยม ควบคู่ไปกับงานประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ และผลงานอื่นๆอีกมากมาย

ในปัจจุบันพิพิธภัณฑ์แชคมาร์ท-อองเดร ประกอบไปด้วย 5 ส่วนหลักๆดังนี้

  • THE STATE APARTMENTS: ประกอบไปด้วยห้องย่อยๆกว่า 4 ห้องได้แก่ Picture Gallery เป็นห้องโถงทางเข้าที่จะนำไปสู่ห้องGrand Salon ภายในจะมีผลงานศิลปะอยู่ตลอดทางเดินไม่ว่าจะเป็นรูปวิวทิวทัศน์ ภาพบุคคล และอื่นๆอีกมายมาย 2. The Grand Salon เป็นห้องที่ Édouard André ใช้เป็นห้องรับรองแขก ห้องนี้แตกต่างจากสีห้องอื่นๆตรงที่รูปทรงของห้องนั้นเป็นรูปครึ่งวงกลมซึ่งทำให้นึกถึงการตกแต่งที่ผสมผสานความเป็นศตวรรษที่18ลงไปพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์และวัตถุโบราณ ในปัจจุบันเราจะเรียกสถาปัตยกรรมแบบนี้ว่า คตินิยมผสมผสาน (Eclecticism) 3. The Music Room ก็เป็นอีกห้องที่ใช้ในการรับแขก ห้องนี้มีลักษณะตามแบบฉบับของจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2 ตกแต่งด้วยกำแพงสีแดงล้อมรอบเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม 4. The Dining Room เป็นห้องที่แสดงถึงความสำคัญในการใช้ชีวิตในทุกๆวันเมื่ออยู่ที่คฤหาสน์แห่งนี้ จัดเรียงไปด้วยโต๊ะคอลโซลในยุคสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ในทุกๆมุมห้อง มีสิ่งทอที่แขวนตามผนังห้าชิ้นงานเกี่ยวกับ การผจญภัยของวีรบุรุษอคิลลิส (Achilles) ในสงครามแห่งกรุงทรอย
  • THE INFORMAL APARTMENTS : ประกอบไปด้วยห้องย่อยกว่า 5 ห้อง ได้แก่ 1.The Tapestry Room โดยห้องนี้เป็นห้องที่สองสามีภรรยาใช้ในการพูดคุยเจรจาด้านธุรกิจ ภายในประดับด้วยการตกแต่งบนผนังจากสิ่งหอต่างๆ The Study ใช้ในการประชุมทางธุรกิจ แต่การตกแต่งนั้นไม่ได้เคร่งขรึมในทางธุรกิจเลยแต่กลับมีชุดภาพวาดจากศตวรรษที่ 18 และเฟอร์นิเจอร์ในยุคสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 3.The Boudoir  ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากช่วงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ภาพวาดบนเพดานจากศิลปิน ตีเอโปโล (Giovanni Battista Tiepolo) ที่นำเสนอเรื่องความยุติธรรมและสันติภาพ 4.The Library แต่เดิมเป็นห้องนอนของ Jacquemart  แต่ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นห้องหนังสือแทน ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากช่วงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ภาพวาดดัตช์ในศตวรรษที่ 17  5.The Smoking Room เป็นห้องที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้ในการนั่งพูดคุยกันหน้าเตาผิงของสุภาพบุรุษหลังมื้ออาหารเย็น โดย André จะเชิญท่านสุภาพบุรุษมาพูดคุยเกี่ยวกับแผนการเดินทางครั้งใหม่ หรือการเจรจาทางธุรกิจโดยพวกเขาจะนั่งสูบบุหรี่และพูดคุยกันหน้าเตาผิงนั่นเอง
  • THE WINTER GARGEN AND THE STAIRCASE: จะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ 1.The Winter Garden เป็นลักษณะของศิลปะแห่งความบันเทิงที่มีการพัฒนาภายใต้รัชสมัยของจักรวรรดินโปเลียนที่3  โดยส่วนมากชิ้นงานศิลปะจะนำเข้าจากประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นกระถางต้นไม้รูปทรงแปลกตาที่ปกคลุมไปด้วยเพดานกระจก หรือแม้แต่ทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อน จึงไม่แปลกที่ห้องพื้นที่สีเขียวห้องนี้จะทำให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลายในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ 2.The Staircase เป็นส่วนที่มีสถาปัตยกรรมที่อลังการอย่างบันไดที่มีการออกแบบอย่างน่าหลงใหลนี้ทำขึ้นมาจากวัสดุอย่างหินอ่อน เหล็ก หินและทองแดง
  • THE ITALIAN MUSEUM : แบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย ได้แก่ 1.The Sculpture Gallery ที่เต็มไปด้วยชิ้นงานประติมากรรมต่างๆจากประเทศอิตาลี่ 2.The Florentine Gallery ห้องที่รวบรวมงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลมากจากศาสนา 3.The Venetian Gallery ห้องนี้เป็นห้องที่เราจะได้เห็นความชื่อชอบของ André ต่อเวนิสอย่างแท้จริง โดยจะรวบรวมผลงานจากเมืองเวนิส และโรงเรียนทางตอนเหนือของอิตาลี่
  • THE PRIVATE APARTMENTS : เป็นห้องนอนของสองสามีภรรยาที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวเมื่อได้เยี่ยมชม โดยการตกแต่งจะใช้เฟอร์นิเจอร์ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และที่กั้นห้องที่ทำจากไม้แกะสลัก

ค่าใช้จ่าย

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ €13,5 / เด็กอายุ 7 -17 ปี €10,5 / เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีและผู้พิการไม่เสียค่าบริการ / ราคาเช่า Audio guide สำหรับนิทรรศการปกติ €3  ส่วนนิทรรรศการชั่วคราวไม่เสียค่าใช้จ่าย / บัตร PRIVILÈGE CARD สามารถเข้าฟรีตลอดปี ราคา €32  / อายุต่ำกว่า 26 ปี ราคา €20 โดยมีขายในเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์

เวลาทำการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวันเวลา 10.00 – 18.00น. แต่ในทุกๆวันจันทร์จะเปิดถึง 20.30 น.

วิธีการเดินทาง

รถไฟฟ้าใต้ดินลงที่สถานี  Miromesnil หรือ สถานี Saint-Augustin / รถโดยสารประจำทางสาย 22, 43, 52, 54, 28, 80, 83, 84, 93 / รถไฟ RER สถานี Charles de Gaulle - Étoile
ที่เที่ยวแนะนำ - ที่เที่ยวแนะนำ จุดชมซากุระ - จุดชมซากุระ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี - จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี เป็นมรกดโลก - เป็นมรกดโลก