/ Top Hits / 10 เมืองน่ารัก ที่มีสีสันสดใส จนแสบไปถึงไส้ติ่ง

10 เมืองน่ารัก ที่มีสีสันสดใส จนแสบไปถึงไส้ติ่ง

ว่ากันว่าสีสดๆนั้นจะทำให้เราเกิดความรู้สึกสดชื่น แจ่มใส และสนุกสนาน ถึงขนาดที่เคยเปลี่ยนเอาเมืองเก่าเสื่อมโทรมจนเกือบจะร้างให้กลับกลายมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แล้วถ้าเป็นเมืองที่สวยงามอยู่ จะยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจขนาดไหน เรามาดู 10 เมืองน่ารักในโลกที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสกัน เห็นแล้วน่าไปเดินเล่นจริงๆ

 

10. ย่าน Nyhavn, เดนมาร์ก Denmark

นูฮาฟท์ เป็นย่านท่าเรือนิมน้ำเล็กๆของเมือง Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก ที่เป็นที่นิยมทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น เต็มไปด้วยร้านอาหาร ผับ บาร์ ทางเดิน และที่นั่งเล่นพักผ่อนริมน้ำ บรรยากาศสุดโรแมนติก โดยมีร้านค้าต่างๆในบ้านเรือที่ทาสีสดๆเช่น สีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า สีส้ม สีเหลือง ซึ่งหนึ่งในอาคารเหล่านี้คืออาคารที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ 1681 หรือ 300 กว่าปีมาแล้ว

 

9. ย่าน Bo-Kaap, แอฟฟริกาใต้ South Africa

เป็นย่านที่สวยงามตั้งอยู่บนเนินเขาของเมืองเคปทาวน์(Cape Town) ประเทศแอฟฟริกาใต้ เป็นย่านที่อยู่อาศัยของแขกที่มาจาก ประเทศอินเดีย, อินโดนีเซีย ศรีลังกา และมาเลเซีย ที่เคยเป็นทาวที่ถูกนำมาใช้แรงงานที่เมืองนี้ตั้งแต่ในยุค ศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันเป็นย่านท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเคปทาวน์เพราะบ้านแต่ละหลังสร้างมาคล้ายๆกับบ้านดิน แต่จะทาสีบ้านด้วยสีสดๆแสบไส้ติ่ง อย่างสีส้ม สีแดง สีน้ำเงิน โดดเด่นเห็นแต่ไกล

 

8. เมือง Zacatecas, เม็กซิโก Mexico

ซากาเตกัส(Zacatecas)เป็นเมืองเหมืองแร่เก่าแก่ที่เคยเจริญรุ่งเรืองมากในช่วงศตวรรษที่ 17 ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชัน บริเวณกลางเมืองในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ศตวรรษที่16 ซึ่งถูกนำมาทาสีใหม่ด้วยสีสดใส จนกลายเป็นจุดเด่นของเมือง นอกจากนี้ก็จะมีโบสถ์และวิหารเก่าแก่ต่างๆที่ทั้งเก่าแก่แต่ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่งดงามอยู่ด้วย

 

7. เมือง Kulusuk, กรีนแลนด์ Greenland

ประเทศกรีนแลนด์มีบ้านเรือนที่ชอบทาสีด้วยสีสดๆอยู่มากมาย ช่วยเพิ่มสีสันให้กับพื้นที่โล่งว่างเปล่าที่มีสีทึมๆของประเทศได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น เมืองคูลูซุค(Kulusuk) ที่ตั้งอยู่บนเกาะที่เต็มไปด้วยหิน เมืองเล็กๆแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่ง ที่นั่งท่องเที่ยวมักจะเดินทางมาชมวิวภูเขาน้ำแข็ง ทัศนยภาพที่แปลกแตกต่างจากที่อื่นๆ โดยบ้านเรือนส่วนใหญ่จะไม้ ตั้งกระจายตัวกันไป ทาสีผนังบ้านด้วยสีสดใส ตัดกับพื้นดินสีหม่นๆได้เป็นอย่างดี

 

6. เมือง Manarola, อิตาลี Italy

มานาโรล่า(Manarola)เป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งทะเลที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอิตาลี่ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขาหินสูงชันริมทะเลที่สามารถมองเห็นวิวทะเล Mediterranean ได้อย่างชัดเจนและสวยงาม ตลอดเส้นทางเดินเที่ยวไปทั่วๆเมืองจะเต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่แบบ outdoor ที่จะทำให้คุณนั่งเล่นชมวิวชมบรรยากาศสวยๆ โดยบ้านเรือนและอาคารต่างๆจะสร้างแบบตึกแถวสูง 2-3 ชั้นส่วนใหญ่จะทาด้วยสีโทนส้มเหลืองแดง ที่ตัดกับสีของภูเขา ท้องฟ้าและทะเล โดดเด่นจนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศอิตาลี่

 

5. ย่าน La Boca, อาร์เจนติน่า Argentina

ลาโบก้า(La Boca)เป็นย่านที่อยู่อาศัยของผู้ใช้แรงงานเมือง Buenos Aires เมืองหลวงของประเทศ อาร์เจนติน่า ที่มีตามผนังบ้านเรือนนอกจากจะมีการทาสีสดๆแล้วยังให้ศิลปินมาเพ้นเป็นรูปต่างๆ ซึ่งจะกระจุกตัวอยู่บริเวณท่าเรือของเมือง

 

4. เมือง Jodhpur, อินเดีย India

จ๊อดปูร์(Jodhpur)เป็นเมืองที่ตั้งอยู่กลางทะเลทราย Thar ของประเทศอินเดีย ที่ได้รับฉายาว่า เมืองสีฟ้า(Blue City) เพราะที่ย่านเมืองเก่าของเมืองจะมีบ้านสไตล์ปูนปั้นสีขาวสลับกับสีฟ้าและสีน้ำเงินสดใส ทำให้เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองอินเดีย รัฐ Rajasthan

 

3. เมือง Guanajuato, เม็กซิโก Mexico

กวานาฆวาโต้(Guanajuato)เป็นเมืองที่ซ่อนตัวอยู่ภายในหุบเขา Sierra de Guanajuato ประเทศเม็กซิโก เมืองเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ที่เคยเป็นเมืองที่ร่ำรวยและเจริญจากการทำเหมืองแร่เงินที่สุดของประเทศเม็กซิโก ทำให้มีอาคารบ้านเรือนสไตล์โคโรเนียลสีสันสดใส เต็มไปด้วยรายละเอียดที่สวยงาม

 

2. ย่าน Pelourinho, บลาซิล Brazil

เปอโรริงโย่(Pelourinho) เป็นชื่อเรียกของย่านประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางของเมืองซัลวาดอร์(Salvador) ประเทศบลาซิล ที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามของอาคารบ้านเรือนในยุคโคโลเนียลสไตล์ โปรตุกีส(Portuguese) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จนถึง 19 นอกจากนี้ยังมีทั้งโบสถ์ วิหาร และถนนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชม

 

1. เกาะ Murano และ เกาะ Burano, อิตาลี Italy

เกาะมูราโน่(Murano)และเกาะบูราโน่(Burano)เป็นชื่อของ 2 เกาะเล็กๆที่อยู่ติดกันของเมืองเวนิส(Venice) ประเทศอิตาลี ที่มีลักษณะคล้ายกันกับเมืองเวนิสเลย คือมีคลองน้ำพาดผ่านและมักจะใช้เรือเป็นวิธีการเดินทางหลัก แต่มีจุดเด่นตรงที่บ้านเรือนของ 2 เกาะนี้มักจะทาสีผนังด้วยสีสดๆ โดยเฉพาะที่เกาะ Burano ที่สีของบ้านแต่ละหลังสดแซบแย่งซีนกันเด่นเต็มที่ ยิ่งสะท้อนกับน้ำในคลองยิ่งสวยงามมาก