/ Top Hits / 7 โปรแกรมเที่ยวเมืองชนบทใกล้ๆปารีส วางแผนเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับด้วยตัวเอง

7 โปรแกรมเที่ยวเมืองชนบทใกล้ๆปารีส วางแผนเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับด้วยตัวเอง

Photo by Simon Matzinger from flickr.com/photos/simonmatzinger/13284596793/ [CC by 2.0]

นักท่องเที่ยวส่วนมากเวลานึกถึงฝรั่งเศสมักจะนึกถึงปารีส เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความทันสมัย, ความสวยงาม, ศิลปะ และแหล่งช็อปปิ้ง แต่ถ้าคุณเก็บแลนด์มาร์คสำคัญๆเรียบร้อยแล้วแต่ยังเหลือเวลาเที่ยว หรืออยากรู้จักฝรั่งเศสในมุมมองอื่นๆบ้าง แต่ไม่อยากไปไกลจากปารีสมากนัก ตามเรามาได้เลย เพราะเราได้คัดเลือก เมืองชนบทเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ และสวยงามใกล้ๆปารีส เพื่อมาเติมเต็มทริปเที่ยวของคุณให้กลายเป็นทริปที่น่าประทับใจมากกว่าที่เคย

 

1. โปรแวงส์ (Provins)

Photo by Myrabella from commons.wikimedia.org/wiki/File:Provins_ville-haute_place_du_Chatel.jpg [CC by-sa 3.0]

โปรแวงส์ (Provins)ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งยุคกลางจากการมีโบราณสถานที่สไตล์ยุคกลางประมาณ 1,000 ปีก่อนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 2001 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่งจากปารีส โดยจะมีรถไฟจากสถานี Gare de l ‘Est ออกในทุกๆ 45 นาที จากการที่อยู่ใกล้เมืองใหญ่อย่างปารีสและเสน่ห์แบบยุคกลางนี่เองทำให้ที่นี่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สามารถไปซื้อบัตรผ่านสำหรับสถานท่องเที่ยวที่สนใจพร้อมรับแผนที่ได้จากสำนักงานการท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณสถานีรถไฟ Provins สถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำ ได้แก่

เช้า : เที่ยวชมเมือง Upper Town ตั้งอยู่บนที่ราบสูงBrie ที่บ้านเรือนขนาดเล็กถูกสร้างด้วยหินแบบโบราณ เหมือนหลุดเข้าไปในอดีต ซึ่งสามารถนั่งรถเมล์เบอร์ 50 จากสถานีรถไฟ Provins มาหนึ่งป้าย หรือเดินมาก็ได้เพราะไม่ไกลมากนัก แถวๆนี้จะมีแหล่งท่องเที่ยวเด่นๆนั่นคือ ป้อมปราการของเมืองโปรแวงส์ ( The ramparts and the fortified gates) และ คฤหาสน์โบราณ (The Maison romane or the Romanesque House) มีความเก่าแก่มากที่สุดของเมืองโปรแวงส์ และภายหลังได้มีการเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์

กลางวัน : แวะชิมร้านอาหารท้องถิ่นแถวๆ Chatel le Dome ที่จะมีร้านอาหารบรรยากาศเมืองเก่า พร้อมเสิร์ฟเมนูพื้นเมือง พร้อมทานขนมจิบชากุหลาบหอมๆ อาจซื้อของฝากขึ้นชื่ออย่างขนม ลูกอม หรือสินค้าอีกมากมายที่มีกลิ่นกุหลาบที่ถือเป็นของขึ้นชื่อของเมืองนี้

บ่าย : เดินย่อยอาหารเบาๆจากแถบ Chatel le Dome มายังหอคอยเซซาร์ (la Tour Cesar)สัญลักษณ์สำคัญของเมืองโปรแวงส์ ที่ในอดีตถือเป็นจุดสังเกตการณ์และคุมขังนักโทษ ขึ้นไปด้านบนสามารถชมวิวเมืองได้แบบ 360 องศา แล้วเดินไปอีกนิดก็จะได้ชมโบสถ์ La Collegiale Saint-Quirace ต่อด้วย Tithe Barn สถานที่ที่มีการจัดแสดงการจำลองความเป็นอยู่สมัยยุคกลางทั้งรูปแบบความเป็นอยู่ การทอผ้า และการค้าขาย

 

 

2. มงแซ็งมีแชล (Mont Saint Michel)

Photo by Falcon® Photography from flickr.com/photos/falcon_33/33978656056/ [CC by-sa 2.0]

มงแซ็งมีแชล (Mont Saint Michel) วิหารคริสตั้งอยู่บนเกาะโดดเดี่ยวกลางทะเลชายฝั่งตะวันตกของแคว้นนอร์มังดี นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับที่สามรองจากหอไอเฟลและพระราชวังแวร์ซาย ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ตัววิหารมีความประณีตงดงามเป็นอย่างมากทำหินแกรนิตและมีอายุนับพันปี เรียกได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่เป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนทั่วสารทิศตลอดทั้งปี ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆจากปารีสก็คุ้มค่ามากๆ การซื้อตั๋วแนะนำให้ซื้อแบบออนไลน์จะสะดวกสุดและเผื่อที่นั่งเต็ม โดยขึ้นรถไฟที่สถานี Montparnasse ไปยัง Rennes แล้วขึ้นรถบัสฟรีต่อด้านหน้าที่สถานี Rennes เนื่องจากมงแซ็งมีแชลมีขนาดพอๆกับเมืองย่อมๆมีถูสิ่งไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก อีกทั้งยังมีกิจกรรมต่างๆให้เลือก ยกตัวอย่างเช่น

เช้า : เป็นสิ่งแรกสุดที่ควรต้องมาเยือนเมื่อมาถึงยังที่นี่นั่นคือการเข้าชมวิหาร โดยเดินเยี่ยมชมความงดงามตระการตาของตัววิหารที่มีความโอ่อ่ากว้างใหญ่ และยังมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติความเป็นมารวมไปถึงสิ่งของยุคโบราณให้ได้ชมกัน

กลางวัน : แวะพักเต็มพลังตามร้านอาหารที่ตั้งอยู่รอบๆ ซึ่งราคาอาจจะสูงอยู่บ้าง แนะนำร้าน La Sirène Lochet ที่นี่โดดเด่นเรื่องเมนูเครป บรรยากาศสบายๆและบริการสุดเลิศ

บ่าย : เพลิดเพลินไปกับการเดินชิวๆชมบรรยากาศเมือง เพื่อซึมซับถึงเสน่ห์ของบรรยากาศที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นอดีต อันเต็มไปด้วยเส้นทางที่บางส่วนมีความความคดเคี้ยว ดูภายนอกอาจจะแลเห็นเมืองเป็นขนาดเล็กๆ แต่หากได้ลองเดินจะรู้ว่าก็ใช้เวลาในการสำรวจพอสมควรอยู่เหมือนกัน พร้อมกันนั้นยังสามารถแวะร้านต่างๆเพื่อซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของที่ระลึก

 

 

3. ชิแวร์นี่ (Giverny)

Photo by Michal Osmenda from commons.wikimedia.org/wiki/File:Claude_Monet_house_and_garden_in_Giverny_(8741496041).jpg [CC by-sa 2.0]

ชิแวร์นี่ (Giverny) เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กๆที่เต็มไปด้วยความอาร์ต ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปารีส เดินทางด้วยรถไฟจากสถานี Saint Lazare ไปยัง Vernon ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที แล้วต่อด้วยรถบัสอีกประมาณ 20 นาที ตั๋วสามารถซื้อผ่านทางเว็บไซต์หรือเคาน์เตอร์ขายก็ได้ ช่วงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการท่องเที่ยวเมืองนี้คือ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เพราะบ้านและสวน Claude Monet จะเปิดให้เข้าชมเฉพาะฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของที่นี่ก็คือ พิพิธภัณฑ์บ้านโมเน่ที่เดิมทีเคยเป็นที่พักอาศัยของศิลปินชื่อดังชาวฝรั่งเศสนามว่า Claude Monet กิจกรรมต่างๆที่แนะนำ ยกตัวอย่างเช่น

เช้า : เข้าชมบรรยากาศภายในบ้านศิลปะของศิลปินชื่อดัง Claude Monet ที่พิพิธภัณฑ์บ้านโมเน่ (Monet’s house)ตัวบ้านมีการออกแบบที่น่ารักมีไม้เลื้อยๆทั่วให้ความรู้สึกคลาสสิคมากๆ พร้อมเดินชมสวนสวยของบ้านที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน นั่นคือ สวนดอกไม้สไตล์อังกฤษ และสวนไม้น้ำที่ตรงกลางมีสระบัวที่เป็นต้นกำเนิดของภาพวาดดอกบัว “Water Lilies” อันแสนโด่งดังของโมเน่

กลางวัน : แวะพักมาทานอาหารมื้อกลางวันที่ร้าน Les Nymphéas ที่มีการตกแต่งสไตล์ชนบทง่ายๆ แต่น่ารักมากๆ เมนูอาหารมีตั้งแต่อาหารง่ายๆอย่างแซนวิชหรือสลัดที่เน้นใช้วัตถุดิบพื้นที่ ไปจนถึงอาหารจานหลัก ที่สำคัญอาหารอร่อย ราคาไม่แรงมาก บรรยากาศดีสุดๆ

บ่าย : เดินมาอีกนิดจาก พิพิธภัณฑ์บ้านโมเน่ จะพบพิพิธภัณฑ์อิมเพรสชั่นนิมส์ โดยจะมีการจัดแสดงผลงานศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิมส์จากศิลปินชื่อดังแบบหมุนเวียนไม่ซ้ำกันตามฤดูกาล

 

 

4. รูอ็อง(Rouen)

Photo by Uwe Aranas from commons.wikimedia.org/wiki/File:Rouen_France_Market-Square-01.jpg [CC by-sa 2.0]

รูอ็อง(Rouen) เป็นเมืองหลวงของแคว้นนอร์มังดีที่มีบรรยากาศความเก่าแก่ของความเป็นยุคกลาง โดยในยุคกลางยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองยิ่งใหญ่ไม่แพ้ปารีส ที่สำคัญยังเป็นบ้านเกิดของศิลปินชื่อดังอย่าง Claude Monet อีกด้วย เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งน้ำแซนน์ สามารถนั่งรถไฟจากสถานี Saint Lazare ใช้เวลาเดินทางจากปารีสประมาณชั่วโมงครึ่ง สถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำนั่นคือ มหาวิหารรูอ็อง (Notre-dame De Rouen) ยกตัวอย่างเช่น

เช้า : ชื่นชมความอลังการงานสร้างของ มหาวิหารรูอ็อง (Notre-dame De Rouen) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สุดที่สุดของยุโรป สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ภายในโบสถ์มีภาพวาดโบสถ์รูอ็องสไตล์อิมเพรสชั่นนิมส์โดย Claude Monet มากถึง 28 สไตล์

กลางวัน : เดินมายังมหาวิหารรูอ็อง (Notre-dame De Rouen) ซึ่งเป็นย่านการค้าหลักที่เต็มไปด้านร้านอาหาร ร้านขนมมากมาย พร้อมลองชิมอาหารท้องถิ่นที่น่าสนใจอย่าง ขนมปังไซเดอร์ ไส้กรอกนอร์มังดี เค้กแอปเปิ้ล และเบียร์ท้องถิ่น

บ่าย : เดินเล่นชมบรรยากาศของเมืองที่ยังคงกลิ่นอายยุคเก่าจากอาคารต่างๆ พร้อมเดินไปยังอีกแลนด์มาร์กสำคัญๆของเมืองอย่างหอนาฬิกาโกรซอร์ลอซ  (Le Gros Horloge Astronmical Clock)เห็นได้ง่ายเพราะอยู่บนถนนสายหลักของเมือง มีหน้าปัดที่เป็นลักษณะเปลวพระอาทิตย์สีทองอร่ามดูหรูหรา เดินต่อมาอีกนิดจะเจอโบสถ์โจน ออฟ อาร์ก (The Church of Joan of Arc) ภายในมีการตกแต่งได้ดูอ่อนช้อย ประดับประด้วยกระจกหลากสี

 

 

5. แร็งส์ (Reims)

Photo by Victorgrigas from commons.wikimedia.org/wiki/File:Porte_Mars_Arch,_Reims,_France_09.jpg [CC by 2.0]

แร็งส์ (Reims)ตั้งอยู่ในแคว้นแคว้นชองปาญ ที่มีสินค้าขึ้นชื่อสุดๆอย่างแชมเปญ สามารถเดินทางด้วยรถไฟขึ้นจากสถานี Gare de l ‘Est ลงที่ Reims ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า หรือถ้ารีบๆอยากให้ถึงไวๆก็ขึ้นรถไฟความเร็วสูง  TGV จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที สถานที่ท่องเที่ยวดังๆนั่นคือ มหาวิหารแร็งส์ (Notre-Dame de Reims) ที่มีความสำคัญจากการเคยเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ของประเทศฝรั่งเศส สามารถเที่ยวเมืองนี้ง่ายๆเพราะมีรสบัสบริการนำเที่ยวฟรีๆขึ้นได้บริเวณหน้าสถานี Reims  โดยจะจอดยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ และไม่ต้องกลัวจะรอนานเพราะมีรถออกทุกๆ 12 นาที ยกตัวอย่างทริปเที่ยวสั้นๆ เช่น

เช้า : นั่งรถบัสท่องเที่ยวจากสถานี Reims  มาลงที่มหาวิหารแร็งส์ (Notre-Dame de Reims) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก โดยสถานที่ให้ความรู้สึกถึงความเก่าแก่ รวมทั้งมีศิลปะการสร้างที่ดูละเอียดลอองดงามในทุกๆส่วน ผสมผสานความรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่จะประดับตกแต่งบานกระจกแบบหลากสีสัน มีลักษณ์ตัววิหารสูงใหญ่โออ่า พร้อมเข้าชมในส่วน Palais du Tau ที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้เกี่ยวกับพระราชพิธีราชาภิเษก “อาทิ เสื้อคลุมกษัตริย์ Charles X ฉลองพระองค์ รวมไปถึงเครื่องประดับต่างๆ”

กลางวัน : และเต็มพลังจากขนมปังหรืออาหารง่ายๆอย่างแซนวิชจากร้านค้าแถวๆนั้น ซึ่งที่เมืองแห่งนี้ยังมีสินค้าขึ้นชื่ออีกอย่างคือ บิสกิตสีชมพู แบรนด์ Fossie ที่จะมีความเบาๆคล้ายกับมอแรงก์ แต่ละมีความกรุบๆมากกว่า

บ่าย : ไปเยี่ยมชมศูนย์ผลิตแชมเปญ ที่จริงๆมีให้เลือกหลายแห่งบริเวณด้านหน้าของมหาวิหารแร็งส์ ที่ใกล้ที่สุดสามารถเดินไปได้แนะนำที่ Veuve Clicquot โดยจะมีไกด์พาเข้าชมห้องเก็บแชมเปญที่อยู่ชั้นใต้ดิน ที่สำคัญยังได้ลองชิมแชมเปญกันอีกด้วย

 

 

6. แวร์ซาย (Versailles)

Photo by Simon Matzinger from flickr.com/photos/simonmatzinger/13284596793/ [CC by 2.0]

แวร์ซาย(Versailles) หนึ่งในเมืองสุดฮิตของฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส มีสถานที่ท่องเที่ยวที่แสนโด่งดังอย่างพระราชวังแวร์ซาย (Palace of Versailles) แถมเดินทางสะดวกและใกล้กับปารีสมากๆใช้เวลาเดินทางเพียง 20 นาที โดยการนั่งรถไฟ RER สาย C ลงที่สถานี Versailles Rive Gauche แล้วเดินต่ออีก 5 – 10 นาทีก็ถึงแล้ว เรียกได้ว่าแค่เดินสำรวจทั่วบริเวณพระราชวังไปจนถึงสวนก็หมดวันแล้ว ตัวอย่างทริปแวร์ซายง่ายๆ

เช้า : เที่ยวชมความหรูหราอลังการของพระราชวังแวร์ซายที่ได้รับการยอมรับว่างดงามมากที่สุดในโลก เข้าชมห้องต่างๆที่ไม่ควรพลาดอย่างห้องกระจก (The Hall of Mirrors) ที่เต็มไปด้วยกระจกที่ถือว่าเป็นสุดยอดสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงมากๆในยุคนั้น บนเพดานก็คลาดสายตาไม่ได้เพราะมีภาพวาดที่สุดแสนจะตระการตา ถือได้ว่างามอย่างหมดจดทุกทิศจริงๆ

กลางวัน :  พักทานอาหารมือกลางวันที่ร้าน Creperie la Place ที่อยู่ใกล้ๆกับพระราชวังแวร์ซาย เมนูเครปฝรั่งเศสขึ้นชื่อสุดๆ เป็นร้านเล็กๆบรรยากาศง่ายๆ และต่อตบท้ายด้วยมาการองร้านแรกของโลกชื่อว่า Laduree ที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของพระราชวังแวร์ซาย

บ่าย : แล้วต่อด้วยการมาทัวร์ในส่วนของอุทยานแห่งพระราชวังแวร์ซาย ที่ต้องเสียค่าเข้าชมต่างหาก อุทยานแห่งนี้ยิ่งใหญ่สวยสมกับการเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังแห่งนี้มากๆ โดยได้รับการออกแบบสวนจากสถาปนิกแต่งสวนระดับโลกนามว่า เลอโนทด์ และถือว่าเป็นต้นแบบของสวนสไตล์ฝรั่งเศสเลยทีเดียว

 

 

7. ฟงแตนโบล (Fontainebleau)

Photo by Jean-Pierre Dalbéra from commons.wikimedia.org/wiki/File:La_cour_du_cheval_blanc_(Château_de_Fontainebleau).jpg [CC by-sa 2.0]

ฟงแตนโบล (Fontainebleau) เมืองเล็กๆที่มีประชากรเพียงไม่กี่หมื่นคน โด่งดังด้านธรรมชาติที่งดงามและพระราชวังฟงแตนโบล (Palace of Fontainebleau) สามารถนั่งรถไฟ RER สาย D จากสถานี Gare de Lyon ลงที่ Fontainebleau-Avon เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที โดยจะมีรถไฟออกทุกๆชั่วโมง ยกตัวอย่างทริปทั้งวัน เช่น

เช้า : นั่งรถบัสสาย 1 หน้าสถานี Fontainebleau-Avon ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เพื่อเข้าชมยังพระราชวังฟงแตนโบล (Palace of Fontainebleau)ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งพระราชวังสุดยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก มีการตกแต่งที่หรูหรามีแฝงไปด้วยความคลาสสิค ทั้งการตกแต่งภายใน และด้านการออกแบบตกแต่งสวน การตกแต่งภายในแบบแมนเนอริสม์ของฝรั่งเศส ที่มีการเรียกกันว่า “แบบฟงแตนโบล” ห้องที่โดดเด่นที่สุดนั่นคือ ห้องเลี้ยงรับรอง  (Salle des Fêtes) ถือเป็นห้องที่มีความหรูหราอลังการมากที่สุดก็ว่าได้ ทั้งยังเคยเป็นที่รับรองกษัตริย์แห่งกรุงสยามในอดีต

กลางวัน : พักทานมื้อกลางวันกับอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมที่ร้าน Bistrot 9 ที่ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังฟงแตนโบล

บ่าย : ใช้เวลายามบ่ายชิวๆกับการเดินเล่นชมความอุดมสมบูรณ์ที่ของธรรมชาติที่อุทยานป่าโปร่ง ซึ่งตั้งบริเวณรอบๆพระราชวัง สามารถนั่งเพลินๆชมวิวพระราชวังจากตรงริมๆทะเลสาบ